แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ สุนทรียสนทนา แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ สุนทรียสนทนา แสดงบทความทั้งหมด

วันจันทร์ที่ 31 มีนาคม พ.ศ. 2557

กระจกสะท้อนชีวิต (2)

การที่เรามาเจอกันในวงไดอะล็อคนั้น ก็เพื่อฝึกฝนการสนทนารูปแบบใหม่ ที่เน้น “การรับฟังอย่างลึกซึ้งและไม่ตัดสิน” ทำให้เกิดการ “เข้าใจผู้อื่น” ส่งผลกลับมาเป็นการ “เข้าใจตัวเอง” มากขึ้น จนทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงและพัฒนาตนเองได้ในระดับเบื้องลึกของจิตใจในที่สุด
ผมเริ่มวงด้วยการให้สมาชิก “เช็คอิน” โดยเล่าให้เพื่อนๆในวงฟังว่า ในสัปดาห์ที่ผ่านมา หลังจากเราเรียนรู้เรื่องไดอะล็อคไปแล้ว เรานำไปใช้ในชีวิตประจำวันอย่างไร และเกิดความเปลี่ยนแปลงอะไรบ้าง

น้องโบวี่ นักศึกษาแพทย์สาว ที่เคยมีปัญหาเก็บกดเรื่องคุณพ่อจากเมื่อสัปดาห์ก่อน วันนี้เริ่มเล่าเป็นคนแรกอย่างร่าเริงว่า “หนูกลับไปรับฟังคุณพ่อมาค่ะ ทำให้รู้ว่า จริงๆแล้ว คุณพ่อเค้าเป็นห่วงหนูมาก ที่เค้าบ่นเยอะๆ เป็นเพราะว่าเค้านั่นแหละที่เก็บกด มีเรื่องอะไรไม่กล้าคุยกับหนูตรงๆ พอเก็บไว้หลายวันเข้า ได้จังหวะพูดขึ้นมา มันก็เลยเหมือนระเบิดลง...

จริงๆแล้วมารู้ทีหลังว่า เค้าเตรียมตัวเตรียมใจตั้งนาน กว่าจะพูดกับหนูได้ พอเราคุยกันจบ เชื่อมั้ย หนูก็โผเข้าไปกอดเค้าเลย เพราะเรารับรู้ความรู้สึกของเค้าได้จริงๆ ว่าเค้าแคร์เรามากขนาดไหน หลังจากวันนั้นมา หนูก็มักจะกอดเค้ามากขึ้น แล้วก็พูดอะไรขำๆกับเค้ามากขึ้น เห็นเลยว่าบรรยากาศในบ้านเปลี่ยนไป เค้าดูผ่อนคลาย และหัวเราะกับเรามากขึ้น” สาวน้อยของเรายิ้มแก้มแทบปริหลังจากพูดจบ

คุณสายรุ้ง สาวออฟฟิตทำงานด้านงานวิชาการ เล่าสะท้อนเรื่องของตัวเองว่า “ปกติรุ้งเป็นคนคุยไม่เก่ง พอเราออกจากบ้านต่างจังหวัดมา แล้วก็มาทำงานในกรุงเทพ ทำให้ไม่ค่อยได้คุยกับแม่ พอโทรศัพท์หาแม่ ก็ได้แต่ถามว่า สบายดีมั้ย กินข้าวรึยัง คุยได้แค่นั้น ก็ไม่รู้จะพูดอะไรต่อ แล้วเลยก็วางหูเรารู้สึกเลยว่า เราห่างจากแม่มากขึ้นเรื่อยๆ…

พอได้มารู้จักไดอะล็อค รุ้งก็นำไปใช้ เมื่อได้คุยโทรศัพท์กับแม่ รุ้งแค่รู้สึกว่า อยากฟังแม่พูด อยากให้แม่เล่า แล้วรุ้งก็แค่ฟังอย่างตั้งใจ ปรากฎว่า แม่เล่าเยอะมาก รุ้งก็คุยกับแม่สนุกมาก เพราะเราใส่ใจฟังเขา เราเห็นคุณค่าในสิ่งที่เขาพูด เราก็ยังพูดไม่เก่งเหมือนเดิม แต่เราฟังเก่งขึ้น การสนทนาและความสัมพันธ์ของเราก็ดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด รู้สึกสบายใจมากเลยค่ะ”

คุณมาด เจ้าของกิจการส่วนตัว เล่าให้ฟังว่า “ผมยอมรับว่าเป็นคนใจร้อน ยิ่งตอนขับรถ ถ้าใครมาปาดหน้า หรือทำอะไรให้ไม่พอใจ ผมพร้อมมีเรื่องเสมอ ผมไม่เคยกลัวใคร

ไม่นานมานี้ ผมขับรถอยู่เพลินๆ พอดีมีรถเข็นขายของ โผล่ออกมาจากซอยทางขวา ผมก็เลยเบี่ยงหลบกะทันหัน ปรากฏว่ามีมอเตอร์ไซด์คันโต วิ่งแซงมาทางซ้ายพอดี ผมเกือบเบียดไปโดนเค้า เท่านั้นแหละ เค้าก็ขับเบียดปาดมาใกล้ๆ พยายามให้ผมหยุดรถ แล้วก็ชี้หน้าผมพร้อมกับส่งสายตาอาฆาตมาดร้าย มีเสียงด่าหยาบคายดังทะลุกระจกเข้ามาเลย

ผมรู้สึกจี๊ดขึ้นมาทันทีเหมือนกัน ผมจอดรถจะเปิดประตูลงไปฉะด้วย แต่ในชั่ววินาทีนั้น ด้วยการฝึกไดอะล็อค ที่สอนให้เราไม่ด่วนตัดสิน มันทำให้อยู่ๆ ผมก็เกิดมีสติขึ้นมาว่า ใครๆก็รักชีวิตเหมือนกับเรา คนๆนี้เค้าก็อาจบาดเจ็บหนักเพราะเราได้ เค้าเองก็มีสิทธิ์โกรธเหมือนๆกับเราเช่นกัน เมื่อคิดได้ดังนั้น ผมก็เลยยกมือขึ้นไหว้ท่วมหัวหนึ่งครั้งอย่างงามๆ พอเงยหน้าขึ้นมา คู่กรณีก็บึ่งรถหายไปแล้ว

ผมได้มาคิดย้อนดูอีกที อันที่จริง ผมก็มีลูกมีเมียแล้ว ถ้าเกิดมีเรื่องกับผู้ชายคนนี้ ใครจะรู้ ว่าผมจะได้กลับไปหาครอบครัวหรือเปล่า

ไม่ใช่ครั้งนี้ครั้งเดียว ที่ไดอะล็อคทำให้ผมเท่าทันตัวเองมากขึ้น ช้าลงในการตัดสินใจ ปกติที่ยอมใครไม่ได้ ผมก็ช้าลงในการตอบโต้ แล้วก็เหมือนมีอีกเสียงหนึ่งบอกตัวเองว่า เราไม่จำเป็นต้องเป็นอย่างเดิม ทำอย่างเดิมเสมอไป เราเลือกทำสิ่งใหม่ๆได้เสมอ...”
...................

เวลาผ่านไปแค่สองอาทิตย์ เพื่อนๆในวงของเรา ได้นำประสบการณ์ที่ได้กลับไปฝึกฝน เกิดการเปลี่ยนแปลงที่น่าทึ่งด้วยตัวของพวกเค้าเอง เกิดผลลัพธ์ที่ทำให้ชีวิตแต่ละชีวิต มีความสุขมากขึ้น และคนรอบตัวของพวกเค้าก็มีความสุขด้วยเช่นกัน

คงไม่มีใครมองเห็นจุดบอดของตัวเอง เพราะถ้ามองเห็น นั่นก็ไม่เรียกว่าเป็น “จุดบอด” จริงไหมครับ ยังมีสิ่งที่เราไม่รู้ ว่าไม่รู้อีกมากมายนัก และคงไม่มีใครจะทำให้เรามองเห็นได้ นอกจากสภาพแวดล้อมบางอย่าง ที่ผ่อนคลายมากพอ ทำให้เราเปิดใจมากพอ และเป็น “กระจกสะท้อนชีวิต” ที่ฉายให้เรา มองเห็นตัวเองได้ ในมุมที่เราไม่เคยมองมาก่อน...


เราเท่านั้นที่จะเป็นผู้มองเห็นตัวเอง โดยที่ไม่ต้องมีใครมาชี้นำสั่งสอน เราจะเป็นผู้เลือกที่จะเปลี่ยนแปลงการกระทำบางอย่าง ที่เห็นว่าเหมาะสมมีเหตุผลด้วยตัวเอง และพร้อมที่จะกลับมาแชร์เรื่องราวดีๆ และเรียนรู้ร่วมกันไปกับเพื่อนๆ กัลยาณมิตรในวงสุนทรียสนทนาของเราอีก ในครั้งต่อๆไป


วันพฤหัสบดีที่ 27 มีนาคม พ.ศ. 2557

กระจกสะท้อนชีวิต (1)

เมื่อผมได้เปิดพื้นที่ “วงฝึกไดอะล็อค” ให้กับเพื่อนใหม่ ที่ติดตามอ่านคอลัมน์ “การเดินแห่งความสุข” ของหนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ ให้มีโอกาสเข้ามาเรียนรู้ไปพร้อมกัน จึงนำพาให้เกิดการมาตั้งวงสนทนาพูดคุยกันเป็นประจำทุกวันเสาร์ สัปดาห์เว้นสัปดาห์

ในวันนี้ หลังจากแต่ละคนได้แนะนำตัว และกล่าวถึงจุดประสงค์ในการมาร่วมวงกันแล้ว เราก็เริ่มการสนทนาที่แปลกประหลาดที่สุด นั่นก็คือ พูดคุยกันโดยที่ไม่มีหัวข้อ ไม่มีวาระ ไม่มีประเด็น แล้วก็ปล่อยให้บรรยากาศในวงนำพาไป…

เอ๋ หนุ่มวิศวกร เริ่มขึ้นมาว่าตัวเองรู้สึกรำคาญทุกครั้ง ที่พอกลับบ้านมาทีไร แม่ก็จะถามว่า “กินข้าวหรือยัง” ตัวเขาเองก็จะหงุดหงิด ว่าทำไมต้องถามด้วย ในเมื่อดึกขนาดนี้ก็ต้องกินมาแล้วแน่นอน เขารู้สึกว่าตัวเองโตมากแล้ว แม่ไม่ควรมาซักไซ้กับเรื่องแบบนี้

บางครั้งแม่ก็ชอบถามว่า ไปไหนมา ทำไมกลับดึก เขาก็ยิ่งไม่เข้าใจว่า ทำไมต้องอยากรู้ ในเมื่อเขาก็เป็นผู้ใหญ่แล้ว มีการมีงานทำ สิ่งเหล่านี้แม้เป็นเรื่องเล็กน้อย แต่พอเกิดบ่อยๆเข้า มันก็ทำให้เขาหงุดหงิด จนพูดไม่ดีกับแม่ไปก็หลายครั้ง…

พี่มาด ชายวัยกลางคนท่านหนึ่ง กล่าวขึ้นด้วยน้ำเสียงเศร้าว่า ”ผมเคยรู้สึกรำคาญเหมือนกัน แต่ตอนนี้ ตัวผมเองกลับคิดถึงคำถามเหล่านี้จากแม่ ในวันที่ท่านจากไป ก็ไม่มีเสียงคำถามเหล่านี้อีกแล้ว เมื่อผมกลับมาบ้าน ก็ไม่มีเสียงใครถาม ไม่มีใครห่วง ไม่มีใครใส่ใจ…

ผมโหยหาข้าวสวยร้อนๆราดแกง ที่แม่มักจะเตรียมไว้ให้เสมอ ไม่ว่าผมจะกลับบ้านมากี่โมง ข้าวจานนั้น คือสัญลักษณ์แห่งความอบอุ่น การเติมเต็มจิตใจให้กับผม...”

คุณลุงเสม ก็สะท้อนความรู้สึกในใจออกมาเช่นกัน “ผมเองอายุห้าสิบกว่าแล้ว แม่ท่านก็ชรามาก ท่านก็ยังถามผมทุกครั้งที่ผมกลับบ้าน ว่ากินข้าวมาหรือยัง เดี๋ยวนี้ แม้ว่าผมจะกินมาแล้ว ผมก็จะบอกว่า ยังครับแม่ แล้วก็จะเห็นท่าน ลุกขึ้น รีบกุลีกุจอหาสำรับกับข้าวมาให้…

ไม่ใช่ผมอยากให้ท่านเหนื่อย แต่ผมสังเกตเห็นว่า ท่านจะดีใจทุกครั้งที่ได้หาข้าวให้ผมทาน ท่านได้ลุกขึ้นจากโซฟา ได้ออกแรง ได้ทำงาน ได้รู้สึกมีคุณค่าที่ได้ดูแลผม ผมจึงนั่งลง ทานข้าวจานนั้นด้วยความอร่อย และกล่าวขอบคุณท่านที่ดูแลผมตลอดมา...”

เรื่องราวเหล่านี้ เป็นเพียงส่วนหนึ่ง ที่ถูกนำพาออกมาจากเพื่อนผู้ร่วมวง อย่างเป็นธรรมชาติ
ไดอะล็อคเป็นบทสนทนา ซื่อๆ ตรงๆ ที่มาจากใจ ปราศจากการเสแสร้งตกแต่งให้ดูดี ปราศจากการเค้นบังคับหรือถูกกดดัน แต่มาจากการเต็มใจที่จะแบ่งปัน มาจากความจริงแท้เบื้องลึกในจิตใจของแต่ละคน

เรื่องบางเรื่อง ที่เราพบเจอกันอยู่ในชีวิต เรื่องที่เรารำคาญ หรือหงุดหงิดใจ แต่พอถูกแบ่งปัน ได้แลกเปลี่ยน ก็เกิดการเรียนรู้ร่วมกัน แล้วก็กลับถูกเรียงร้อยออกมาใหม่ ได้เป็นเรื่องราวที่มีคุณค่า ที่ทุกคนต่างอิ่มเอิบใจ และได้รับความหมายบางอย่างกลับไป โดยที่ไม่ต้องมีข้อสรุปที่ตายตัว ไม่ได้มีการสอนสั่ง แต่ละคนเลือกหยิบคุณค่าที่ตนเห็นว่าเหมาะสม กลับไปใช้ในชีวิตของตนเองได้ทันที

เพื่อนร่วมวง ก็เหมือนเป็น “กระจกสะท้อนชีวิต” ที่ทำให้เราได้มองเห็นตัวเอง ในหลายๆแง่มุม แจ่มชัดมากยิ่งขึ้น

การมองเห็นจุดบอดจุดบกพร่องของตนเองได้สักครั้งเดียว ก็อาจทำให้มุมมองต่อชีวิตของเรา เปลี่ยนไปได้จากหน้ามือเป็นหลังมือเลยทีเดียว

วันอังคารที่ 25 มีนาคม พ.ศ. 2557

การฟังอย่างลึกซึ้ง (Deep Listening) ตอน 2

ต่อจากตอนที่แล้ว มาเรียนรู้เทคนิคการฝึกการฟังอย่างลึกซึ้ง ใน 2 ข้อสุดท้าย

3.การแยกแยะ
เมื่อมีความคิดใดๆเกิดขึ้นให้มองลงไปแล้วทำการแยกแยะ ที่ผ่านมาเมื่อฟังอะไรก็ตาม ในทันทีจะเกิดปฏิกิริยาโต้ตอบโดยอัตโนมัติ ซึ่งโดยมากก็มาจากความทรงจำเดิมๆของเรา ซึ่งมันบรรจุแบบแผนการตอบสนองเดิมๆไว้

เช่น พอได้ฟังเรื่องที่กระทบกระเทือนจิตใจ ก็จะรู้สึกน้อยใจ ไม่พอใจ หรือเสียใจในทันที เราจึงไม่ได้โอกาสที่จะมีการตอบสนองต่อการฟังในรูปแบบใหม่ๆเลย ดังนั้นในการฝึกการฟังให้สังเกตว่า “เรามีการตัดสินผู้คนและสิ่งต่างๆรอบตัวอยู่เสมอ”

ฟังเสียงในหัวที่เราพูดวิพากษ์วิจารณ์สิ่งต่างๆเหล่านั้น แล้วถามตัวเอง ด้วยการแยกแยะว่า สิ่งที่เกิดขึ้นจริงๆคืออะไร สิ่งที่เราตีความไปด้วยตนเองคืออะไร ในที่สุดเรามีปฏิกิริยาตอบสนองไปอย่างไร “จงระลึกไว้ว่าสิ่งที่เป็นความจริงกับสิ่งที่เราตีความ มันแยกออกจากกันได้เสมอ”

4.วางเฉยและช้าลง
ฝึกที่จะวางเฉย และช้าลงในการตอบโต้บทสนทนาอย่างทันทีให้ได้มากขึ้นเรื่อยๆ และนานขึ้นเรื่อยๆ เพื่อปรับเปลี่ยนระบบการโต้ตอบอัตโนมัติของร่างกาย

ที่ผ่านมา ในหลายๆครั้ง เรามักจะกลับมาเสียใจในสิ่งที่เราพูดหรือกระทำลงไปโดยไม่ทันยั้งคิด ดังนั้นให้ใช้การสนทนาและการตั้งคำถามกับตัวเอง เพื่อเป็นเครื่องมือในการทำให้เรารู้จักตนเองมากขึ้น มากกว่าจะไปสนใจว่าเราต้องตอบโต้อย่างไรเพื่อรักษาจุดยืนของเรา หรือแสดงความคิดเห็นในสิ่งที่เราเชื่อว่าถูก

อย่างไรก็ตาม  การฝึกทักษะการฟังในวงไดอะล็อคที่เรากำลังทำอยู่นี้ ถือเป็นเพียงสนามซ้อมเท่านั้น เราไม่จำเป็นต้องทำให้ทุกอย่างถูกต้อง ดีพร้อมหรือสมบูรณ์แบบ หากแต่เมื่อได้มีโอกาสฝึกฝนมากเท่าใด เราก็จะสามารถพัฒนาทักษะการฟังของเราได้มากขึ้นเท่านั้น

ประสบการณ์ที่ได้ในวงสนทนา นั่นก็คือการเรียนรู้นอกตำรา ที่ไม่สามารถจะนั่งอ่านจากหนังสือแล้วทำความเข้าใจได้ หากแต่เป็นปัญญาปฏิบัติที่จะได้จากการเผชิญหน้ากับเหตุการณ์จริงเท่านั้นและไม่ช้าไม่นานเราก็จะเห็นผลลัพธ์และความเปลี่ยนแปลงในตัวเองมากขึ้นเรื่อยๆ เมื่อนั้นเราก็จะสามารถรับฟังผู้คนได้อย่างมีประสิทธิภาพ ปราศจากอคติใดๆ

ในตอนต่อๆไป จะได้แนะนำเทคนิคที่มีประโยชน์ในการฝึกไดอะล็อคที่นอกเหนือจากการฟัง ซึ่งจะได้รวมแบบฝึกหัดและตัวอย่างจากประสบการณ์จริงมาแลกเปลี่ยนกันต่อไป...


วันอังคารที่ 18 มีนาคม พ.ศ. 2557

การฟังอย่างลึกซึ้ง (Deep Listening) ตอน 1

การฟังในกระบวนการไดอะล็อคนั้น ไม่เหมือนการฟังในระดับปกติทั่วไปในชีวิตประจำวัน เพราะเราจะไม่ฟังเพียงแค่ระดับของคำพูดหรือความหมาย แต่จะโอบอุ้มและยอมรับทั้งอารมณ์ ความรู้สึก ท่าทางการแสดงออกทั้งหมดของผู้พูด เพื่อรับฟังสารนั้นอย่างเต็มเปี่ยม

การฟังอย่างลึกซึ้ง คือ “การฟังด้วยทั้งหมดของหัวใจ ประหนึ่งว่าโลกทั้งใบ ณ ขณะนั้น มีเขาอยู่ตรงหน้าเราเพียงคนเดียว”

โดยเราจะไม่ตีความ ตัดสิน ประเมินค่า หรือวินิจฉัยว่าถูกหรือผิด จะเป็นเพียงการฟังแบบล้วนๆ อยู่กับปัจจุบันขณะ เสมือนว่าหูเของเราเป็นอวัยวะเดียวที่รับสารนั้นอยู่ ไม่มีตัวตนของเราที่จะต้องต้านทาน ปกป้อง หรือต่อสู้กับความคิดเห็นใดๆแม้ว่าจะขัดแย้งหรือแตกต่างจากความคิดเรา
เราจะฟังอย่างปล่อยวางจากความรู้เดิมๆที่เรารู้หรือเรียนมา แม้กระทั่งความรู้จักว่าผู้พูดมีนิสัยอย่างไรการคาดคะเนในสิ่งที่จะตามมา ทั้งนี้เพื่อให้เป็นการฟังที่ปราศจากอคติและสมมติฐานที่เคลือบแฝงใดๆทั้งมวล
....
การฝึกทักษะในการฟังอย่างลึกซึ้ง (Deep Listening)
หลายคนคงเริ่มรู้สึกกังวลว่า การฟังแบบที่ว่านี้ ในทางปฏิบัติจะทำยากมาก แต่เราก็สามารถฝึกฝนพัฒนาทักษะนี้ได้โดยมีเทคนิคให้ลองปฏิบัติตามด้วยกัน 4 ข้อ ดังนี้
  1. รับรู้อาการทางกาย
ในขณะที่ฟัง ให้สังเกตความรู้สึกและสังเกตปฏิกิริยาของร่างกายไปด้วย โดยคอยตั้งคำถามเสมอๆ ว่าตอนนี้เรารู้สึกอย่างไรอยู่ ร่างกายของเรามีปฏิกิริยาตอบสนองกับคำพูดนั้นๆอย่างไร แค่ให้รู้สึกตัวแล้วก็ปล่อยไป จากนั้นก็กลับมาฟังต่อเทคนิคนี้จะทำให้เรากลับมาอยู่กับปัจจุบันขณะได้มากที่สุด และไม่พลาดสาระสำคัญใดๆไปเลย

  1. รับรู้อาการทางใจ
ยอมรับความรู้สึกและอารมณ์ในขณะนั้น เมื่อใดก็ตามที่มีใครพูดในสิ่งที่เราไม่ชอบใจ ไม่อยากได้ยิน หรือกระทั่งกดปุ่มให้เราจี๊ดขึ้นมา สังเกตว่า หูจะปิด จะไม่ได้ยินเสียงพูดของเค้าแล้ว จะมีแต่เสียงโวยวายในหัวมากลบทับ เราจะอยากโต้ตอบหรือขัดแย้งขึ้นมาทันที บางทีอาจถึงขนาดอยากลุกขึ้นไปบีบคอ หรือลุกเดินหนีไปก็มี

เมื่อถึงจุดนี้ให้ติดตามความอึดอัดขัดเคืองใจที่เกิดขึ้นนั้นไป แล้วมองลึกเข้าไปให้ถึงที่มาของอารมณ์ในขณะนั้น เริ่มตั้งคำถามกับตนเองว่า อะไรคือสิ่งที่เราไม่ชอบ อะไรที่ขัดกับคุณค่าในใจของเรา มันทำให้เรารู้สึกอย่างไร

ให้ยอมรับในความรู้สึกนั้น แล้วจงเผชิญหน้ากับความแตกต่าง ด้วยการบอกกับตนเองว่า เราจะค้นหาสาเหตุของความไม่พอใจนี้ว่ามีที่มาจากอะไร เพื่อพัฒนาทักษะการฟังของเราให้สามารถฟังต่อไปได้ทั้งหมดโดยไม่มีเงื่อนไข


มีเทคนิคอีก 2 ข้อ โปรดติดตามต่อในตอนหน้าครับ


วันอังคารที่ 11 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2557

ข้อจำกัดของไดอะล็อค (2)

หากในช่วงเริ่มต้น เราเข้าใจธรรมชาติข้อจำกัดของไดอะล็อคดังที่กล่าวมา แล้วฝืนฝึกต่อไปอีกสักระยะ ก็จะเข้าสู่ช่วง “การยกระดับทางกระบวนการคิด” ทำให้ได้ค้นพบสิ่งใหม่ๆ เกี่ยวกับตัวเอง มีโอกาสทบทวนตัวเอง และได้เรียนรู้อย่างมากมาย

นั่นเป็นเพราะว่า สิ่งที่ได้เรียนรู้นั้น ไม่ใช่สิ่งที่เราคิดคาดหวัง หรือมองหาอยู่ เป็นสิ่งที่เหนือไปกว่าความต้องการของเรา ที่ได้จากการสนทนาทั่วไป เป็นสิ่งใหม่ที่เราไม่เคยได้เห็นมาก่อน นั่นก็คือการเห็น “กระบวนการทางความคิดของตนเอง”
คนที่ปกติแล้วเป็นคนพูดเยอะ ก็จะเริ่มรู้สึกถึงความน่าอึดอัดในวง แล้วก็จะมองย้อมเข้ามาหาตัวเอง และเห็นว่าตนเองเป็นต้นเหตุ แล้วจะเกิดการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรม ด้วยการเปิดพื้นที่ให้คนอื่นมากขึ้น เปลี่ยนบทบาทเป็นผู้รับฟังที่ดีมากยิ่งขึ้น

คนที่โดยปกติ เป็นคนพูดน้อย คนที่รู้สึกว่าคิดช้าคิดนาน ก็จะเห็นความอึดอัดคับข้องใจของตน ค้นไปเจอสาเหตุที่มาของมัน นั่นก็คือความกังวลใจ ความกลัว ความไม่มั่นใจ แล้วก็จะเริ่มปล่อยวาง ก้าวข้ามพฤติกรรมอันเดิมๆของตน เริ่มมีปากเสียง กล้าพูดมากขึ้น และรู้จักจังหวะในการเริ่มต้นมากขึ้น

คนที่เห็นว่าตนเองไม่ค่อยพูด เป็นเพราะให้ความสำคัญกับตัวเองมากเกินไป ทำให้กลัวไปหมด กลัวผิด กลัวดูไม่ดี หากเมื่อลดความสนใจเกี่ยวกับตัวเอง หันไปมุ่งให้ความสนใจด้วยการฟังอย่างลึกซึ้งกับคนที่พูดแทน แล้วก็จะเริ่มสนุกกับการพูดคุยที่เป็นปัจจุบันมากขึ้น ตื่นเต้นกับความโลดโผนในหัวข้อการพูดคุยที่หลากหลายมากขึ้น

คนที่คอยมองหาสาระในการพูดคุย จะเริ่มเห็นว่าตนเองมีความคาดหวัง มีจุดมุ่งหมายในการพูดคุย ซึ่งนั่นไม่ใช่หัวใจของไดอะล็อค พอมองตัวเองออก ก็จะเริ่มปล่อยวางความยึดติดใน “ความมีสาระ”แล้วมองเห็นทุกสิ่งรอบตัว “เป็นการเรียนรู้”รวมถึงจะได้รู้จักตัวเองมากขึ้นในหลายๆแง่ จากปฏิกริยาโต้ตอบของตนเองที่มีออกไป ในขณะที่อยู่ในวงสนทนา

ในที่สุด กลุ่มที่มีการผูกขาดการพูดเพียงไม่กี่คน พอดำเนินไปได้สักระยะ ก็จะมีความไว้ใจกัน รู้สึกปลอดภัยต่อกันมากขึ้น จะเริ่มให้ความเท่าเทียมต่อกัน มีการปรับสมดุล แบ่งสรรเวลาให้ทุกคนได้พูดในปริมาณที่พอๆกัน

นั่นเป็นเพราะทุกคนลดความสำคัญของการ “รู้เรื่องข้างนอกตัว” และไปให้ความสำคัญกับการ “รู้จักเรื่องข้างในตัวเอง” ซึ่งจะก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงได้มากกว่า

ในวงไดอะล็อคระดับนี้ การสนทนากัน จึงไม่มีการโน้มน้าวใคร ไม่พยายามเปลี่ยนความคิดใคร หรือโต้แย้งกับใคร แต่ละคนเพียงดำรงอยู่และเป็นพื้นที่แห่งการเรียนรู้ให้แก่กันและกัน พูดออกไปโดยไม่บังคับให้ใครเชื่อ ฟังอย่างตั้งใจแล้วก็ใคร่ครวญโดยไม่ด่วนตัดสิน

ปล่อยให้เกิดการไหลเวียนของการแลกเปลี่ยนความเห็นอย่างเป็นกันเองและเปิดกว้าง มีสติสำนึกรู้ตัว ไม่ปล่อยให้บล็อคหรือความยึดติดในความเห็นของตัวเอง มาหยุดยั้งการรับรู้และการเรียนรู้ของตน

นี่คือภาวะที่เราหลุดออกมาจากอดีตอันคับแคบที่มีเพียงแต่ตัวเอง หลุดออกมาจากกรอบความคุ้นชินอันจำกัด มาสู่พื้นที่ใหม่ที่ใหญ่และกว้างกว่าเดิมมาก ส่งใจให้รู้สึกสบายและเบา เป็นสภาวะที่เอื้อให้เกิดการเรียนรู้และเกิดความคิดสร้างสรรค์ เกิดการพูดคุยที่สมานฉันท์และมีมิตรภาพ เป็นสภาวะที่คำนึงถึง “องค์รวม และประโยชน์ของผู้อื่น”

ด้วยข้อจำกัดที่มีของไดอะล็อค ที่ทำให้เกิดความยากในการฝึกฝน แต่หากเรายอมเข้ามาฝึกสักพัก จนได้เข้าถึงความเป็นไปของกระบวนการนี้แล้ว ย่อมทำให้เกิดการปฏิรูปทางกระบวนความคิด หรือเปลี่ยนแปลงกระบวนทัศน์ ให้เป็นสภาวะแห่งจิตสำนึกใหม่ได้ในที่สุด



วันจันทร์ที่ 10 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2557

ข้อจำกัดของไดอะล็อค (1)

ที่ผ่านมา อาจเอ่ยถึงแต่ประโยชน์ของไดอะล็อค ในตอนนี้จะพูดถึงความยากในการฝึกและข้อจำกัดในกระบวนการนี้บ้าง

จากประสบการณ์ ไดอะล็อคสำหรับผู้เริ่มต้นนั้น จะสร้างความกังวล อึดอัด ไม่สบายใจ มากกว่าความรู้สึกสบายผ่อนคลาย

นั่นเป็นเพราะกระบวนการใดๆก็ตามที่สร้างการเปลี่ยนแปลง ย่อมจะต้องทำให้เรารู้สึกไม่คุ้นชิน และต้องออกไปจาก พื้นที่อันปลอดภัย (Comfort Zone) นี่จึงเป็นสิ่งแรกที่ผู้เข้าร่วมจะต้องเตรียมตัวเตรียมใจไว้

เมื่อมาเข้าร่วมวงในระยะแรก ก็จะพบบรรยากาศบางอย่างที่น่าอึดอัด นั่นเป็นเพราะ ในวงสนทนาที่มีบางคนเป็นผู้ใหญ่ หรือเป็นคนพูดเก่งมีความมั่นใจสูง เราก็มักจะได้ยินเสียงคนๆนั้นอยู่แทบจะตลอดเวลา

การผูกขาดการพูดอยู่คนเดียว เช่นนี้ก็ถือเป็นการข่มคนอื่นโดยไม่รู้ตัว เพราะเราทำให้เสียงของตัวเองดังหรือเป็นที่รับรู้มากกว่าเสียงของคนอื่น

ส่วนคนที่อายุน้อยกว่า หรือรู้สึกว่าด้อยกว่าในทางใด เช่นเป็นคนที่คิดช้า คิดมากคิดนาน หรือไม่ค่อยมั่นใจในตนเอง ก็จะได้แต่นั่งเงียบ ไม่ค่อยพูด ไม่ค่อยแสดงความคิดเห็น

บางคนที่เพิ่งเข้ามาใหม่ บางครั้งก็ยังรู้สึกไม่คุ้นเคย ไม่ปลอดภัย มัวกังวลอยู่ว่าควรจะพูดอะไรดี บางคนก็กลัวว่าจะพูดอะไรผิด ก็เลยได้แต่นั่งเงียบเช่นกัน

แล้วก็กลายเป็นว่า พอนั่งไปสักพัก ก็จะรู้สึกอึดอัดกดดัน เพราะไม่มีโอกาสได้พูด จริงๆต้องบอกว่า ไม่มีจังหวะให้พูดมากกว่า แล้วคนประเภทนี้ก็มักจะไม่สร้างโอกาสให้ตนเองได้พูด แต่เลือกที่จะอยู่เฉยๆ เพราะรู้สึกปลอดภัยกว่า

การมีบทบาทในวงเช่นนี้ ถือเป็นธรรมชาติในวงสนทนาทั่วๆไปในทุกที่ บางคนสวมบทบาทเป็นผู้ชี้นำ บางคนก็สวมบทบาทเป็นผู้เดินตามไปโดยอัตโนมัติ ทำให้เกิดความไม่สมดุลกันในวงสนทนา ทำให้เกิดบรรยากาศที่อึดอัดคับข้องใจขึ้น

เหตุการณ์ที่มักเกิดขึ้นบ่อยอีกประการ เมื่อการสนทนาในวงเป็นไปอยู่ เราเกิดความคิดที่อยากจะแลกเปลี่ยนในประเด็นนั้น กำลังจะยกมือขึ้นพูด อยู่ดีๆมีคนยกมือแล้วพูดก่อน แต่ดันเปลี่ยนหัวข้อสนทนาไปเรื่องอื่น ทำให้ดูว่า เรื่องที่เราอยากพูดก็เลยดูจะช้าไปเสียแล้ว ครั้นจะยกมือพูดเรื่องที่เราเตรียมไว้ ก็จะเป็นการวกกลับมาเรื่องเดิมอีก แต่ถ้าไม่พูดก็ยิ่งอึดอัดมาก

บางครั้ง หัวข้อสนทนาก็จะเปลี่ยนเร็วมาก ขณะที่เรากำลังคิดใคร่ครวญเรื่องหนึ่งอยู่ หัวข้อสนทนาในวงก็ถูกเปลี่ยนไป พอเราได้ยินเรื่องใหม่ กำลังคิดเกี่ยวกับมันอยู่ หัวข้อก็ถูกเปลี่ยนไปอีก

การกระโดดไปมาอย่างรวดเร็วนี้ ทำให้เราไม่สามารถลึกซึ้งกับเรื่องที่อยู่ตรงหน้าได้ บางคนจะรู้สึกอึดอัดมาก เพราะการพูดคุยแบบฟรีสไตล์ไม่มีหัวข้อนี้ ทำให้เกิดเรื่องราวมากมาย และอาจรู้สึกว่า ไม่สามารถยึดการสนทนาไว้กับเรื่องใดเรื่องหนึ่งได้ เหมือนจะจับสาระอะไรไม่ได้เลย…

เหตุการณ์ทั้งหมดนี้ ผู้เข้าร่วมวงไดอะล็อคใหม่ๆ จะมองว่า เป็นความอึดอัดคับข้อง น่ารำคาญใจ และเป็นการเสียเวลาโดยเปล่าประโยชน์ โดยที่ไม่ได้อะไรเท่าไหร่

หลายคนจึงคิดว่า “สิ่งนี้ มันไม่ใช่สำหรับเรา”แล้วก็เลิกไป แต่นั่นไม่ใช่การแก้ไขที่ต้นเหตุ เราควรทำอย่างไรกับเรื่องนี้ ติดตามต่อตอนหน้าครับ


วันพุธที่ 5 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2557

ไดอะล็อคพื้นฐาน (3): กติกาและข้อตกลง


ณ บัดนี้ เราได้เข้าใจตรงกันแล้วว่า ไดอะล็อคของพวกเราคืออะไร แล้วเรากำลังจะเดินทางร่วมกันไปที่ไหน จากนี้ไปเราจะเริ่มมากำหนดกติกาของการพูดคุยกัน ว่าจะทำอย่างไร ให้วงไดอะล็อคของพวกเรามีประสิทธิภาพ และเป็นวงสุนทรียสนทนาที่มีความสุข

เพื่อนๆในวงก็มาร่วมระดมความคิดเห็นร่วมกัน ได้ออกมาเป็นข้อๆ นี่คือกติกาที่กลุ่มเราต่างสมัครใจและอยากปฏิบัติร่วมกัน ซึ่งมาจากประสบการณ์ที่ทำไดอะล็อคมาแล้วได้ผลดี ไม่ได้ถือว่าเป็นกติกามาตรฐานของไดอะล็อคแต่อย่างใด

หากแต่ใครจะลองนำไปประยุกต์ใช้กับกลุ่มของตนเองก็ได้เช่นกันกติกาทั้งหมดมี 10 ข้อ ดังนี้

1. สร้างบรรยากาศในวงให้สบายๆ เป็นไปตามธรรมชาติของการพูดคุย กินขนมได้หากไม่รบกวนผู้อื่น

2. ปิดโทรศัพท์ งดออนไลน์ตลอดการสนทนา หากต้องการโทรศัพท์ให้ลุกออกไปนอกวง

3. พูดทีละคน ขณะที่คนหนึ่งพูด ที่เหลือรับฟังอย่างใส่ใจ ไม่พูดแทรกหรือแย่งกันพูด

4. พูดจากประสบการณ์ตรง ไม่พาดพิงผู้อื่น ไม่พูดจากทฤษฎีหรือพยายามสั่งสอนโน้มน้าวด้วยคำพูด

5. เคารพความเป็นส่วนตัว ไม่เอาเรื่องในวงไปเล่าต่อนอกวง ทำให้ล่วงเกินความเป็นส่วนตัว

6. หากพูดจบ ให้บอกว่าจบ เพื่อให้คนอื่นรู้ คนที่เหลือก็อาจยกมือขึ้นเล็กน้อย เพื่อเป็นสัญญาณว่าอยากพูดต่อ

7. หากมีคำถาม ให้โยนไว้กลางวง ให้ร่วมกันตอบ ไม่เจาะจงถามกับบางคน เพราะเราไม่ได้สนทนากันเป็นส่วนตัว

8. ไม่พูดนานเกินไปจนผูกขาดการพูดไว้คนเดียว เปิดพื้นที่ให้คนอื่นได้พูดบ้าง หากต้องการที่จะพูดอีกรอบ ควรเว้นช่วงระยะให้ผ่านไปแล้วสัก 2 คน

9. หากใครไม่อยากออกความเห็นในบางเรื่อง ก็สามารถเงียบได้ ใช้โอกาสนั้นฝึกเป็นผู้ฟังที่ดี

10. หากในวงเกิดความเงียบ ไม่จำเป็นต้องพยายามรีบหาเรื่องมาพูด ให้สังเกตความคิดความรู้สึกของตัวเองในขณะนั้น เพราะแม้เราจะเงียบ แต่ความคิดของเราไม่เคยเงียบ ให้ใช้โอกาสนั้นเป็นการเรียนรู้ตัวเอง

อย่างไรก็ตาม กติกาเหล่านี้ ก็เป็นเพียงเปลือกนอก เป็นเพียงกรอบหรือแนวทางปฏิบัติ เป็นไปเพื่อสร้างความสะดวกในการสนทนาสำหรับผู้เริ่มใหม่ และสำหรับคนที่ยังไม่คุ้นเคยกัน ให้รู้สึกสบายใจ รู้สึกไว้วางใจและปลอดภัยในการมาพูดคุยกัน รวมถึงเป็นการเคารพในสิทธิเสรีภาพของกันและกันด้วย

ในที่สุดแล้วหลังจากจบวง เราเองจะเป็นผู้ตัดสินว่า สิ่งใดที่เป็นประโยชน์ เหมาะกับบริบทของชีวิตเรา เราก็เลือกหยิบไปใช้ ในบางครั้งจะมีบางสิ่งมากระตุ้นความคิด สะกิดใจ ให้เราเกิดไอเดียใหม่ๆ หรือค้นพบคำตอบที่เราค้นหาอยู่ได้อย่างน่าประหลาดใจ...



วันอังคารที่ 4 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2557

ไดอะล็อคพื้นฐาน (2): คำถามที่มักสงสัย


ความต่อจากตอนที่แล้ว ผมกำลังเล่าถึงประสบการณ์ บรรยากาศในวงไดอะล็อคครั้งแรก กับสมาชิกใหม่ 18 คน ที่ต่างก็เป็นคนแปลกหน้าซึ่งกันและกัน แต่นั่นก็ไม่ได้ทำให้หัวใจเราปิด

ในทางตรงกันข้าม เราพยายามเรียนรู้ที่จะเปิดหัวใจออกมา เพื่อให้เกิดการสนทนาที่ลื่นไหลไปมาหากันได้ มิใช่เป็นเพียงการสื่อสารทางเดียวเหมือนในอดีต ที่ไม่มีใครฟังเรา พูดไปก็ไม่มีใครเข้าใจ

ในช่วงแรกนี้ หลายคนถามว่า วงไดอะล็อค ต่างจากวงสนทนาอื่นๆอย่างไร...?

ในชีวิตปกติประจำวัน เรามักจับกลุ่มพูดคุยกันแต่เรื่องนอกตัว วิพากษ์วิจารณ์คนอื่น เรื่องข่าวหน้าหนึ่ง เรื่องดารา เศรษฐกิจ การเมือง สังคม ศาสนา พูดเอามันส์ แล้วก็แล้วกันไป มันไม่เคยทำให้ชีวิตเราดีขึ้นเลย

แต่ที่นี่ เราจะพูดเฉพาะเรื่องในตัว เรื่องราวของความคิด มุมมองที่มีต่อชีวิต ความสุขจากภายใน ที่ไม่ได้ขึ้นกับปัจจัยภายนอก นี่คือสิ่งที่จะทำให้เราได้ค้นพบกับบางสิ่งที่เราไม่เคยรู้ ไม่เคยคิดถึงมาก่อน

แต่นั่นก็ไม่ได้หมายความว่าในวงนี้ ทุกคนจะต้องนำความลับ หรือเรื่องส่วนตัวมาเปิดเผยให้คนไม่รู้จักฟัง ไม่ต้องกังวลนะครับ เราสามารถพูดอะไรก็ได้ เท่าที่เราสบายใจ เปิดเผยเท่าที่เรารู้สึกว่าปลอดภัย แต่เราจะไม่กล่าวพาดพิงถึงคนที่ไม่ได้อยู่ในวง เพราะนั่นหมายถึงเรากำลังตั้งวงนินทาผู้อื่น โดยที่เขาไม่มีสิทธิ์มาแก้ต่างข้อกล่าวหา

ไดอะล็อคเป็นกระบวนการที่ทำให้เราได้รู้จักตัวเอง จากการรับฟังเรื่องราวของคนอื่น แล้วเราจะได้คำตอบที่เหมาะสมกับตัวเอง เป็นสิ่งที่เราคิดขึ้นมาได้เอง ไม่ใช่มาจากสิ่งที่เราเรียนรู้มาหรือคนอื่นยัดเยียด สั่งสอน โน้มน้าวให้เชื่อ จากนั้น เราก็จะสามารถเก็บเกี่ยว เลือกเฟ้น แล้วนำไปใช้ได้อย่างภาคภูมิใจ

ดังนั้น เมื่อมีใครถามอะไร หรือขอคำปรึกษาขึ้นมาในวงไดอะล็อค เราจะไม่ด่วนไปแนะนำ ให้ความเห็น ด้วยการยกทฤษฎี หรือการหาหลักการมาอ้างอิง แต่เราจะยกเหตุการณ์ ที่เต็มไปด้วยความรู้สึก อารมณ์และประสบการณ์ตรงมาพูดเท่านั้น

โดยที่เน้นว่ามันเป็นความจริงเฉพาะกับตัวเราเอง ณ ตอนนั้น ไม่ใช่สิ่งที่เป็นจริงเสมอไปในทุกกรณี เพราะเราไม่อาจรู้ได้ ว่าบริบทของคนอื่นนั้น มีเบื้องหลังความเป็นมาอย่างไร เราจึงไม่สามารถให้คำแนะนำที่เฉพาะเจาะจงได้

ซึ่งหากหลายๆคนได้เอื้อเฟื้อ และโยนความคิดเห็นมาทิ้งไว้กลางวง สมาชิกทุกคนจะมีสิทธิ์เลือกหยิบไปใช้ หรืออาจจะเกิดความคิดใหม่ที่ดีกว่าขึ้นมา ก็ได้เช่นกัน...
.....................

การมาฝึกไดอะล็อค จะทำให้เราเปลี่ยนแปลงได้อย่างไร…?

มันจะเป็นกระบวนการเปลี่ยนแปลงแบบค่อยเป็นค่อยไป อย่างแนบเนียนจนเราไม่ทันสังเกต จนกว่าคนใกล้ชิดของเราจะเดินมาถามอย่างสงสัย ว่าอะไรทำให้เราเปลี่ยนไป

ตัวอย่างเช่น เมื่อก่อนผมจะไม่สามารถทนฟังน้องสาวพูดจนจบได้ เพราะผมคอยจะขัด มุ่งจะสอน อยากจะแนะนำ ไม่ว่าจะมันมาจากความหวังดี หรือไม่อยากเสียเวลาฟังก็ตาม แต่น้องสาวผมก็ไม่เคยรู้สึกดีเลย เพราะเมื่อเธอมีปัญหา เธอต้องการแค่เพียงคนรับฟัง ไม่ได้อยากได้ความเห็นหรือฟังคำสั่งสอนของใคร

ส่วนตัวผมเองก็ไม่เข้าใจ รู้สึกหงุดหงิด ที่พอแนะนำไปเธอก็ดูไม่ใส่ใจ ไม่ปฏิบัติตาม แล้วก็มาบ่นกับปัญหาเดิมๆ หลังๆก็เลยไม่อยากคุยด้วย กลายเป็นว่า ความสัมพันธ์ของเราก็ห่างเหินกันไป โดยเรามองไม่เห็นสาเหตุต้นตอของปัญหา

เย็นวันหนึ่ง หลังจากผมฝึกไดอะล็อคมาสักพัก ระหว่างที่เราคุยกันตามปกติ น้องสาวผมก็เปรยขึ้นมาว่า ทำไมเดี๋ยวนี้พี่เรือรบเปลี่ยนไป รับฟังเธอพูดจนจบ แล้วก็ไม่มีปฏิกิริยารุนแรงเหมือนเมื่อก่อน ไม่ว่าเธอจะทำผิดทำถูก ผมก็เพียงยอมรับในตัวเธอและสนับสนุนให้กำลังใจเท่านั้น

นี่คือสิ่งที่เธอต้องการมากที่สุด เธอก็มีกำลังใจ พร้อมจะกลับไปเผชิญกับปัญหาด้วยตัวเองต่อ สิ่งนี้ จะทำให้เธอเข้มแข็งด้วยตัวเอง อย่างแท้จริง...

สุดท้าย ผมอยากจะเน้นว่า หากเรารู้ว่าตัวเองจะเปลี่ยนแปลงไปอย่างไร และมันชัดเจนมาก นั่นยังไม่เรียกว่าเป็นการเปลี่ยนแปลงที่แท้จริง

เพราะมันเป็นเพียงผลลัพธ์จากแผนการที่เราคาดหวังไว้เท่านั้น มันจึงเป็นเพียงเป้าหมายที่เราทำได้สำเร็จ แต่การเปลี่ยนแปลงที่ผมพูดถึงนี้ มันคือการเปลี่ยนแปลงที่ยกระดับจิตจากภายใน เป็นไปตามทิศทางที่เราสนใจ แต่เราจะไม่รู้ว่าตัวเองจะเปลี่ยนไปอย่างไร เมื่อไหร่กันแน่….

นี่คือความมหัศจรรย์ ที่ซ่อนอยู่ภายใต้วงสนทนาอันเรียบง่าย ที่เรียกว่า ไดอะล็อค นั่นเอง



วันจันทร์ที่ 3 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2557

ไดอะล็อคพื้นฐาน (1): การเริ่มต้น

หลังจากที่ผมเขียนบทความเกี่ยวกับไดอะล็อค ลงในคอลัมน์ของ นสพ.กรุงเทพธุรกิจ มีหลายท่านได้อีเมลมาถามว่าผมจะจัดไดอะล็อคให้กับผู้สนใจเมื่อไหร่ เพราะพวกเขาต้องการที่จะเข้ามาร่วมเรียนรู้ ฝึกฝน เพื่อให้สามารถสัมผัสประสบการณ์ตรง และมีทักษะเพียงพอที่จะสามารถนำไปใช้ในชีวิตประจำวันได้จริงๆ

ผมจึงได้นัดเปิดวงสุนทรียสนทนาขึ้น ที่ร้านกาแฟบรรยากาศดี มีเพื่อนใหม่ๆที่ไม่เคยรู้จักกันมาก่อน มาพบกันพร้อมหน้าถึง 18 คน มีตั้งแต่นักเรียนวัยรุ่นอายุ 17 ปี ไปจนถึงผู้บริหารบริษัท ผู้อาวุโสเฉียด 60 ขวบ

ในความแตกต่างทั้งเพศและวัย ต่างสาขาอาชีพ ถือว่าเป็นวงสนทนาที่มีความหลากหลาย และมีความท้าทายเป็นอย่างยิ่ง ว่าเราจะสามารถดำเนินการสนทนาไปได้อย่างไร

เนื่องจากมีสมาชิกหลายคน ผมรบกวนให้ทางร้านจัดโซนพิเศษที่มุมด้านใน เคลียร์โต๊ะและเก้าอี้ออกไป แล้วปูเสื่อให้เราทุกคนได้นั่งล้อมวงกันบนพื้น

เพื่อให้เราได้เห็นหน้าเห็นตากัน และรู้สึกถึงความเท่าเทียม ไม่มีใครเป็นผู้นำหรือผู้ตาม สร้างบรรยากาศสบายๆ ด้วยเสียงดนตรีเบาๆ ทุกคนสามารถสั่งกาแฟหรือชาที่ตัวเองชอบ มานั่งจิบและพูดคุยกันไปได้ ใครจะกินเค้กกินขนมขบเคี้ยวไปด้วยก็ได้ ไม่จำเป็นต้องนั่งเกร็งหรือทำให้เป็นพิธีการจนอึดอัดใจ

ก่อนเริ่มวงสนทนา ผมขอให้ทุกคนได้หลับตา ทำความรู้สึกผ่อนคลาย นำจิตกลับมาระลึกรู้อยู่กับลมหายใจเข้าลึกช้า และผ่อนลมหลายใจออกเบาๆผ่อนคลาย ให้เรารู้สึกว่า หายใจเข้าลึกจนท้องพอง หายใจออกยาวจนท้องยุบ เมื่ออยู่กับลมหายใจได้สักพัก ก็ให้สัมผัสกับความเป็นปัจจุบันขณะ มีสติรู้ถึงความชัดเจนของอารมณ์ ความคิด ความรู้สึก หรือผัสสะที่เกิดขึ้น ณ ขณะนั้น

นี่คือกระบวนการนำจิตของเราให้สงบ ระงับจากเรื่องราววุ่นวายนอกตัว และเป็นการเตรียมพร้อมที่จะกลับมารับรู้เรื่องราวในตัว ซึ่งจะได้เริ่มเดินทางร่วมกันต่อไป

กิ๊งงง..... หลังจากสิ้นเสียงกังวานใส ของระฆังแห่งสติใบน้อย ทุกๆคนก็ค่อยๆลืมตาขึ้นช้าๆ

ผมเริ่มกล่าวเกริ่นแนะนำตัว และขอให้เพื่อนใหม่ผู้ร่วมวงทุกคน กล่าวแนะนำตัวที่พิเศษกว่าปกติ โดยผมตั้งคำถามว่า “คุณคือใครในโลกใบนี้ อะไรคือสิ่งที่คุณกำลังแสวงหา หรือกำลังเดินทางเพื่อมุ่งไปถึงจุดนั้นอยู่”

“ผมชื่อเรือรบ เป็นนักเขียน เป็นนักเดินทางแสวงหาทางจิตวิญญาณ และมีความสุขกับการเดินทางในทุกๆวัน ด้วยใช้ชีวิตอย่างสงบเย็นและเป็นประโยชน์” ผมกล่าวเรียบๆสั้นๆ และยิ้มเชื้อเชิญให้เพื่อนใหม่ลองสืบค้นตัวเองด้วยคำถามแปลกๆนี้

“ชื่อโบ นะคะ เป็นจิตแพทย์เด็ก เป็นคนที่แสวงหาความสุข ตอนนี้เห็นว่า ความสุขที่แสวงหา จริงๆก็คือความทุกข์ที่เรายอมรับได้...”

“ผมชื่อศร ยอมรับเลยว่า ปัจจุบันยังไม่รู้ว่าตัวเองเป็นอะไรแน่...”

“ชื่อโบนัสค่ะ เป็นนักศึกษาแพทย์ปี 4 อยากรู้ว่า เราจะหาความสุขที่ไม่ต้องพึ่งปัจจัยภายนอกได้อย่างไร...”

“ผมชื่อวิทย์ เป็นนักขัดแย้ง แต่ก็สามารถอยู่ร่วมกับผู้อื่นได้อย่างสนุกสนาน...”

“หนูชื่อฟินค่ะ อายุ 17 ปี มากับพ่อ ชอบฟังผู้ใหญ่คุยกัน จะช่วยเปิดมุมมองให้ตัวเอง เข้าใจชีวิตได้มากขึ้น”

นี่คือบางส่วนจากเสียงของเพื่อนใหม่ในวง เมื่อ 5 นาทีก่อน เราคือคนแปลกหน้า แต่นาทีนี้ เราเป็นคนรู้จักกันแล้ว ผมยิ้มและกล่าวต้อนรับทุกคนอย่างเต็มใจ 

ผมรู้สึกว่าไม่ใช่เรื่องบังเอิญ ที่พวกเราได้มาพบกันที่นี่ ทุกคนมีเรื่องราวในชีวิต และมีสิ่งที่กำลังแสวงหา หรือหาคำตอบให้กับตัวเองอยู่ แต่ผมมั่นใจว่า พวกเขาจะพบคำตอบนั้น ณ ที่แห่งนี้ แน่นอน…


วันจันทร์ที่ 27 มกราคม พ.ศ. 2557

ความหมายของไดอะล็อค (2)

ในหนังสือ On Dialogue (2004) ของ David Bohm ได้อธิบายความหมายของรากศัพท์ดั้งเดิมของ Dialogue ว่ามาจากภาษากรีกโบราณสองคำ 

คำแรก คือ Dia = Through แปลว่า การทะลุทะลวง
และอีกคำคือ Logos = Meaning of the word แปลว่า ความหมายของคำที่พูดออกไป

ซึ่งในความหมายใหม่ของคำว่า ‘Dialogue’ มิใช่เพียงแค่ การเข้าใจความหมายของคำที่พูดออกมาแบบทะลุทะลวง แต่เป็น Stream of meaning หรือ “กระแสธารของความหมาย” อันเป็นคุณค่าและองค์ความรู้ที่สามารถไหลเลื่อนเคลื่อนที่ ถ่ายเทไปหากันได้ โดยปราศจากการปิดกั้น (Blocking) ของสิ่งสมมติใดๆที่คนเรามักสร้างขึ้นมา ไม่ว่าจากความเชื่อ ความยึดถือต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นทั้ง วัยวุฒิ คุณวุฒิ อำนาจ ยศถาบรรดาศักดิ์ หรือตำแหน่งหน้าที่ใดๆ ซึ่งต่างก็เป็นสิ่งสมมติที่สร้างให้เกิดความเหลื่อมล้ำและความขัดแย้งกันทางความคิดทั้งสิ้น

การสนทนาแบบไดอะล็อคนั้น อยู่คู่กับสังคมมนุษย์ในชีวิตประจำวันมานานแล้ว เราอาจพอจะนึกภาพการล้อมวงรอบกองไฟของชนเผ่าในแอฟริกา หรือการล้อมวงพูดคุยกันหลังรับประทานอาหารของครอบครัวตามชนบทของไทยในอดีต

แต่ในปัจจุบันเมื่อแต่ละบ้านมีเทคโนโลยีเข้ามาในชีวิตประจำวัน ไม่ว่าจะเป็น โทรทัศน์ คอมพิวเตอร์ Laptop Tablet Smartphone สิ่งทั้งหลายเหล่านี้ ทำให้เกิดสภาวะที่ต่างคนก็ต่างมีโลกส่วนตัวของตนเอง
 
พอตกเย็นก็เข้าห้องไปหาความบันเทิงส่วนตัว การพูดคุยกันในบ้านจึงน้อยลง การสนทนาที่น้อยลงจึงเป็นบ่อเกิดของความขัดแย้งและความไม่เข้าใจกันในครอบครัว ส่งผลถึงการขาดทักษะในการฟังและการสื่อสารของสมาชิกในครอบครัวด้วย

เมื่อครอบครัวห่างเหินกัน ดังนั้นคนในสังคมเราจึงแปลกแยกกันมากขึ้น ไม่แปลกที่เรามีความความเห็นไม่ตรงกันในเรื่องเพียงเล็กน้อย แต่แล้วก็เกิดเป็นความบาดหมางไม่เข้าใจกัน และกลายเป็นศัตรูกันในที่สุด

จุดเริ่มต้นของความแตกแยกกันในสังคม ก็คือความอ่อนแอของสถาบันครอบครัว และก็มาจากการขาดทักษะการฟังและการสื่อสารกันระหว่างบุคคลนั่นเอง โบห์ม คาดหวังไว้ว่า ในโลกยุคหน้า ไดอะล็อคจะเป็นหนึ่งในกระบวนการที่สร้างสรรค์สันติสุข ให้กับมนุษยชาติในอนาคตเลยทีเดียว

สำหรับในประเทศไทย องค์กรที่ประสบความสำเร็จอย่างสูง อาทิ เครือปูนซีเมนต์ไทย เครือเจริญโภคภัณฑ์ ก็ได้นำกระบวนการไดอะล็อคมาแนะนำ และอบรมให้กับพนักงานอย่างต่อเนื่อง
โดยกำหนดให้กระบวนการนี้ มาใช้เป็นเครื่องมือสำคัญในการจัดการความรู้ ส่งเสริมให้เกิดการสร้างสรรค์นวัตกรรมใหม่ๆ จากการคิดร่วมกัน จึงเห็นได้ว่ากระบวนการนี้กำลังได้รับความสนใจ และมีแนวโน้มว่าจะถูกนำไปใช้อย่างกว้างขวางในทุกวงการในอนาคต



วันอาทิตย์ที่ 26 มกราคม พ.ศ. 2557

ความหมายของไดอะล็อค (1)

Dialogue ถูกนำเสนอเป็นทางการครั้งแรกโดย David Bohm(1927-1992) นักวิทยาศาสตร์สาขาควอนตั้มฟิสิกส์ชาวอังกฤษเชื้อสายอเมริกัน เขาเป็นทั้งนักจิตวิทยาและนักปรัชญา เป็นลูกศิษย์คนสำคัญคนหนึ่งของอัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ 


ในวิชาชีพของเขา โบห์มนั้นตระหนักอยู่เสมอว่า เหล่านักวิทยาศาสตร์ ผู้ฉลาดปราดเปรื่องทั้งหลายในโลก เมื่อต้องมาประชุมหารือร่วมกันแล้ว โดยมากมักจะเกิดความขัดแย้งที่ไม่อาจหาข้อยุติหรือมติเอกฉันท์ได้ 

สาเหตุหนึ่งก็คือ ความเห็นที่ว่าความคิดตนนั้นถูกเสมอ จึงไม่ได้เปิดใจรับฟังความคิดเห็นที่แตกต่าง แต่ละคนต่างคอยจะจับผิดและหาข้อโต้แย้งเพื่อทำลายทฤษฎีของอีกฝ่าย 

ซึ่งในภาวะแบบนี้ นอกจากจะก่อให้เกิดความขัดแย้งด้วยการถกเถียงกันแล้ว ยังจะไม่เอื้อต่อพื้นที่แห่งการเรียนรู้ร่วมกัน ไม่เกิดการผลิตความคิดสร้างสรรค์ และการสร้างนวัตกรรมใหม่ๆ ด้วยเหตุนี้ โบห์มจึงเสนอ กระบวนการสนทนาแบบกลุ่มซึ่งเน้นการรับฟังอย่างเปิดใจ ซึ่งเรียกว่า “ไดอะล็อค” 

ในการที่จะเข้าใจความหมายของไดอะล็อคได้นั้น ต้องสามารถแยกแยะได้ก่อนว่า กระบวนการใด ไม่ใช่ไดอะล็อค 

ไดอะล็อคไม่ใช่การเสนอความคืดเห็น ไม่ใช่การอภิปราย ไม่ใช่การวิพากษ์วิจารณ์ ไม่ใช่การวินิจฉัยเพื่อประเมินความเป็นไปได้ ไม่ใช่การประชุมที่มีคำตอบล่วงหน้า ไม่ใช่การพยายามโน้มน้าว หรือการนำเสนอให้ใครคล้อยตาม ไม่ใช่การสอนสั่ง พิสูจน์ว่าใครถูกหรือผิด

ซึ่งที่กล่าวมา กิจกรรมเหล่านั้น ก็เปรียบเสมือนกับเราเล่นตีปิงปอง โดยที่ต่างฝ่ายต่างโยนความคิดเห็นของตนใส่กันแล้วตีตอบโต้กันไปมา 

แม้ว่าเรามักจะใช้การสนทนารูปแบบเหล่านี้อยู่ในชีวิตประจำวัน แล้วมันก็ให้คุณค่าพอสมควร แต่กระบวนการไดอะล็อคนั้น จะพาเราลงลึกเข้าไปในความคิดและจิตใจของแต่ละคน 

เน้นให้เราฝึกการห้อยแขวน คำตัดสิน คำวิพากษ์วิจารณ์ของเราไว้ก่อน แล้วให้ “ฟัง” อย่างเปิดใจ โดยไม่ขัดและไม่พูดแทรก จนกว่าผู้พูดจะแสดงความคิดเห็นของเขาจนจบ 

กติกาพื้นฐานนี้เองทำให้การพูดคุยในวงไดอะล็อคเป็นไปอย่างลื่นไหล ไม่ก่อให้เกิดการขัดแย้งแย่งกันพูด ไม่ต้องปกป้องตนเอง ไม่ต้องถกเถียงทะเลาะกันอย่างในบทสนทนาหรือการประชุมทั่วไปๆ


ความหมายของไดอะล็อค มีความลึกซึ้งในทางภาษาและทางความหมาย ซึ่งจะขอขยายต่อในตอนหน้า